กระจกรถยนต์ ฟิล์มรถยนต์ จังหวัดเลย
รถตู้ให้เช่าทั่วไทย 77 จังหวัด

เข้าสู่ระบบ เอ๊าเลย! เลยจ๊ะ

เข้าสู่ระบบ  \/ 
x
 Use Facebook account
หรือ
สมัครสมาชิก  \/ 
x
 Use Facebook account
หรือ

 
 
 

loei_entertain  เป็นความตั้งใจเอาไว้นานแล้วว่า ในกระแสรักพ่อ, วันพ่อ อยากจะขอหยิบเรื่องเล่าจากภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความรัก ความผูกพันระหว่าง พ่อ-ลูก มาชวนคุยสักครั้งหนึ่ง


ไม่ได้มีเจตนาอะไรมากไปกว่าอยากจะบอกว่า ทุกครั้งที่ดูหนังเหล่านี้ หรือนึกถึงเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มในแนวทางแบบนั้นแล้ว ... คิดถึงพ่อ

โดยไม่ต้องเป็นคนดี วิเศษ เลิศเลอ หรือต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ สำหรับคนส่วนใหญ่ มี “พ่อ” มากมายที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังแห่งความรัก ความเสียสละของพวกเขา ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ยามเมื่อต้องทำเพื่อลูก
และโดยไม่ต้องแคร์ว่าจะใช้กฎ กติกาอะไรในการคัดเลือก “10 สุดยอดในดวงใจ” ขอเรียนไว้แต่เนิ่นๆ ว่าผู้เขียนใช้มาตรฐานความชอบและความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ

ส่วนใหญ่น่าจะยังมีแผ่น DVD ให้เสาะหา หากอยากจะลองพิสูจน์ว่า “คุณพ่อ” ในหนังเหล่านี้มีเรื่องราวน่าประทับอย่างไรจนโดนใจเจ้าของคอลัมน์
 
loei_entertain

1.Billy Elliot : ยังครองอันดับ 1 ในดวงใจ(ของผม)โดยที่ยังไม่มีเรื่องไหนกินใจได้มากกว่านี้ ทั้งๆ ที่บางคนบอกว่า มันเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความฝัน ความมุ่งมั่นของเด็กชายบิลลี่ เสียมากกว่า

จุดกระแทกใจของผมก็คือ ขณะที่เด็กชายบิลลี่ แหกกรอบของเด็กผู้ชายวัยเดียวกัน เลือกจะ “เต้น” มากกว่าเป็นนักมวยหรือเตะฟุตบอลนั้น ในมุมของ “พ่อ” (รับบทโดย Gary Lewis) ผู้ชายธรรมดาหน้าตาดิบเถื่อน มอมแมมแบบคนงานเหมืองแร่ของอังกฤษขนานแท้ เขาก็คงปวดใจเหมือนพ่อทั่วไปที่เห็น “ลูกไม่รักดี” (ไม่ชอบชกมวย ไม่แมน)

แต่เมื่อตระหนักแก่ใจว่า ลูกชายของเขาเลือกแล้ว และรักการเต้นบัลเลย์ (ซึ่งสังคมรอบข้างตีค่าว่าคือวิถีของ “ตุ๊ด”) “พ่อ” คนนี้ก็ยอมที่จะทรยศต่อสหภาพและการต่อสู้ของกรรมกร ยอมที่จะเปิดใจรับและเข้าใจ ตลอดจนสนับสนุนสุดกำลังเท่าที่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้ (ด้วยการพาลูกมาทดสอบเพื่อให้ได้เข้าเรียนในลอนดอน)

เห็นฉากที่กล้ำกลืนของ “พ่อ” ผู้ยอมถอดวาง “อุดมการณ์” เพื่อลูก ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อแล้วละครับ...
 
loei_entertain

2.Life is Beautiful : คงเป็นอีก 1 เรื่องในดวงใจของหลายๆ คน กับภารกิจของ กุยโด ออร์ไฟซ์ (รับบทโดย โรแบร์โต เบนิญี่ -คว้ารางวัลออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยมปี 1998) หนุ่มชาวยิวเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องตกอยู่ในค่ายนาซีพร้อมกับลูกชาย

ตลอดทั้งเรื่อง เขาก็วาดภาพ ระบายสี โลกภายนอกที่หม่นมืดและโหดร้าย ให้ลูกชาย โจซัว มองมันในมุมบวก ไม่ท้อแท้ และยังมีความหวังกับชีวิตเสมอ

เป็นภาพยนตร์ตลก ดราม่า ที่สะท้อนความรักและความห่วงใย กับความทุ่มเทของพ่อคนหนึ่งที่ทำได้เพื่อความอยู่รอดของลูก

เป็นภาพยนตร์ตลกที่ “ขำขื่น” จนผมหัวเราะไม่ออกอีกเลยในการชมรอบหลังๆ
 

3.The Pursuit of Happyness : พ่อแกเป็นอะไรวะ... เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก ฯลฯ ... พ่อเป็นเซลส์แมนว่ะ...

ครับ “พ่อ” ผู้เป็นตัวเอกในเรื่องนี้ทำมาหากินด้วยการเป็นนักขาย อาชีพที่ดูเหมือนจะไม่น่าภาคภูมิใจ หรือน่าปลื้มสำหรับใครต่อใครเท่าไหร่นัก

แต่เรื่องราวการฟันฝ่าอุปสรรคของ คริส การ์ดเนอร์ มหาเศรษฐีนักสู้ระดับตำนานของอเมริกัน ซึ่งรับบทโดย วิล สมิธ (ว่ากันว่านี่คือบทและการแสดงที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา) มีหลากหลายมุมที่น่าประทับใจ

หนังเล่าเรื่องของ การ์ดเนอร์ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เป็นเซลส์แมนขายเครื่องมือแพทย์ตกอับ ไม่มีแม้กระทั่งที่อยู่ แต่เขาและลูกก็ฟันฝ่าข้ามอุปสรรคได้ด้วยพลังใจ ความรัก ความเชื่อมั่นต่อการมีชีวิตอย่างถึงที่สุด
 

4.The Wrestler : ภาพยนตร์จากฝีมือการกำกับของ Darren Aronofsky (ดังระเบิดกับหนัง Black Swan) กับการแสดงที่น่าจดจำของ มิคกี้ รู๊ค Mickey Rourke เรื่องราวของ นักมวยปล้ำอาชีพ ผู้ที่เวียนว่ายอยู่ในโลกที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก พร้อมกับความพยายามที่จะทำหน้าที่ “พ่อ” เท่าที่เขาจะทำได้ แม้ในสายคนอื่น นักมวลปล้ำอย่างเขาจะดูไร้ค่า จมชีวิตอยู่กับความห่วยขนาดไหนก็ตาม
 

5.The Mist : เคยถูกเชิญเข้ามาแนะนำ ชวนคิดในคอลัมน์นี้ไปแล้ว ภาพยนตร์ ไซไฟ-ดราม่า ระดับตำนานอีกเช่นกัน ซึ่งนอกเหนือจากประเด็นความหลอน บีบคั้น และการเสียดสีสังคม ความเชื่อ และธาตุแท้ของมนุษย์ตามสไลต์ถนัดของผู้กำกับฯ แฟรงค์ ดาลาบอน แล้ว

ความรักของ “พ่อ” ผู้พยายามปกป้องลูก และใช้จุดนี้เป็นแรงขับเคลื่อน เอาชนะความกลัว ต่อสู้เพื่อหาทางรอดทุกรูปแบบ ก็แฝงอยู่ในภาพยนตร์ตลอดครึ่งเรื่องหลัง

พร้อมกับบทสรุปเกี่ยวกับความรักของพ่อ และทางเลือกที่บอกได้คำเดียวว่า “โคตรแนว”
 

6.Real Steel : ภาพยนตร์ไซไฟ แฟนตาซี ที่ใช้เส้นเรื่องบอกเล่าการต่อสู้ ฟันฝ่าของเจ้าหุ่นเหล็กมวยรองบ่อน กับพระเอกผู้เพียบพร้อมไปด้วยความโหลโท่ย เอาดีไม่ได้ซักอย่าง แต่เมื่อต้องร่วมผจญภัยไปกับลูกชาย ต่างฝ่ายต่างค่อยๆ เติมเต็มให้กัน

หน้าหนังเป็นไปตามสูตรสำเร็จฮอลลีวู๊ดจ๋า แต่เนื้อหา วิธีการเล่า กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องกลับทำให้เป็นภาพยนตร์ พ่อ-ลูก ที่อบอุ่นท่ามกลางแอ็คชั่นหุ่นเหล็กที่แข็งกระด้างได้อย่างน่าแปลกใจ
 

7.I am Sam : ถ้าอุปสรรคระหว่างพ่อ-ลูกธรรมดายังไม่สาแก่ใจ ผู้กำกับ ฯ เจสซี่ เนลสัน จัดเต็มให้เสียเลยในเรื่องนี้ เพราะนอกจาก Sam จะเป็นพ่อผู้มีชะตากรรมแสนรันทด เป็นกลุ่มบกพร่องทางสมอง หรือ กลุ่มพิเศษแล้ว ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาเลี้ยงชีพได้และดูแลลูกสาววัย 7 ขวบได้

โจทย์สุดหินดังกล่าว ทั้งกดดัน บีบคั้นให้ผู้ชมหดหู่ พร้อมๆ กับเอาใจช่วยมิให้ เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์มาพรากลูกไปจากพ่อ ไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่จะเป็นภาพยนตร์ครองแชมป์ในการรีดน้ำจากจากคนดูได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะด้วยพลังการแสดงของ ฌอน เพนน์ ผู้รับบท Sam ได้อย่างน่าเวทนา
 
 
8.Big Fish : งานแนวแฟนตาซี เหนือจริง แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ ทิม เบอร์ตัน กลับเล่าเรื่องของ เอ็ดเวิร์ด บลูมออกมาในโทนอบอุ่น ไม่ดาร์คมากเหมือนแนวทางที่เชาถนัด

สำหรับลูกชายจำนวนไม่น้อยที่ “เบื่อพ่อ” หรือไม่เข้าใจว่าทำไมแกถึงต้องเป็นคนแบบนั้น (วะ) เรื่องเล่าสุดแสนพิศดารเรื่องนี้ จะพาผู้ชมเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ-ลูก ได้อย่างแนบเนียน ไม่ยัดเยียด ไม่สั่งสอน แต่นำทางให้ก้าวไปสู่ความเข้าใจที่ชัดขึ้น ต่อเมื่อเราลดอคติ เปิดใจให้กว้างมากขึ้น

และฝีมือของเหล่านักแสดงทั้ง อัลเบริ์ต ฟินนีย์ เจสสิก้า แลงจ์ และ ยวน แมคเกรเกอร์ ก็ตอบโจทย์ของผู้กำกับฯได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย
 

9.Mr. Holland Opus : หากใน Billy Elliot คนเป็น “พ่อ” ต้องทำใจยอมรับในสิ่งที่ลูก “อยากเป็น” มิเตอร์ฮอลแลนด์ (รับบทโดย ริชาร์ด ไดร์ฟัสต์) ก็ต้องใช้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อเข้าใจและก้าวเดินไปกับลูกชายผู้พิการทางหู

อะไรจะโหดร้ายซะขนาดนั้น ก็ในเมื่อ มิสเตอร์ฮอลแลนด์เป็นผู้หลงไหลในดนตรีคลาสสิค เป็นครูผู้ผลักดันวงของโรงเรียน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังว่า วันหนึ่ง ลูกจะได้รับสิ่งพิเศษที่เขาตระเตรียมไว้ แต่เมื่อพบว่าลูกเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น เขาจะอยู่กับความผิดหวังนั้นได้อย่างไร

ผมจำได้แต่ว่าดูมาถึง ฉากร้องเพลง Beautiful boy เมื่อใด มันต้องเกิดอาการตาพร่า มีม่านน้ำมาขวางกั้นเสียทุกทีเลยละ
 


10.The Village Album : ภาพยนตร์ที่ เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ตามสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ บอกเล่าเรื่องราวของ "ทากาชิ" ช่างภาพฝีมือดีผู้อาซัยอยู่ในเมืองหลวง โตเกียว วันหนึ่งเขาได้รับคำร้องขอจาก “เคนอิจิ” ผู้เป็นพ่อให้กลับไปช่วยงานในฐานะ ผู้ช่วยช่างภาพ

นอกจากจะเปรียบภาพเมืองหลวงกับชนบ ทที่ต่างกันสุดขั้วทั้ง วิธีคิด วิถีชีวิตที่แตกต่างแล้ว การกลับมาทำงานร่วมกัน ทำให้ ทากาชิ เข้าใจในตัวชายชราที่เรียกว่า “พ่อ” มากขึ้นว่า

เพราะอะไร พ่อจึงรักที่จะทำงานอยู่แต่ในหมู่บ้าน ถ่ายภาพที่ดูเหมือนง่ายๆ ภาพบุคคล ภาพหมู่ของแต่ละครอบครัว รวมถึงไม่ใส่ใจต่อเครื่องมือ หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เอาเสียเลย
 
ไม่เพียงแต่จะเข้าใจแนวทางที่พ่อพยายามถ่ายทอดให้โดยไม่ได้บอกกล่าวหรือ “สั่งสอน” ทากาชิ ยังค้นพบความรักและเคารพที่เขามีต่อผู้เป็นพ่อ อันเนื่องจากการทำงานครั้งนั้นด้วย
 
 

ดูข่าวที่คุณอาจจะสนใจ

Go to top